เดินทางข้ามเวลากลับไปสู่ยุคเอโดะกับมวยปล้ำซูโม่
กีฬามวยปล้ำในฐานะประเพณีทางวัฒนธรรม: เดินทางข้ามเวลากลับไปสู่ยุคเอโดะกับมวยปล้ำซูโม่
“แกรนด์ซูโม่เป็นประเพณีทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (1603–1868) หากซูโม่สมัครเล่นเป็นกีฬาที่ผสมผสานองค์ประกอบของประเพณีทางวัฒนธรรม แกรนด์ซูโม่ก็คือประเพณีทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานองค์ประกอบของกีฬา ที่ Kokugikan จะมีบริการมากมายซึ่งถูกปรับให้เข้ากับยุคเรวะ (ตั้งแต่ปี 2019 ถึงปัจจุบัน) ที่รอให้เหล่าแฟนๆ ได้มาสัมผัส ซึ่งคุณสามารถลองรับประทานจังโกะนาเบะ พบกับโอยากาตะ (หัวหน้าผู้ฝึกสอนของค่ายซูโม่) ที่เป็นคนดูแลร้านค้า และลุ้นรับของที่ระลึกจากแกรนด์ซูโม่ได้ที่ตู้คีบตุ๊กตา แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามประลองแล้ว คุณจะได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสกับบรรยากาศในยุคเอโดะ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง” สนามประลองซูโม่นั้นแตกต่างจากสนามเบสบอลหรือฟุตบอลที่มีหน้าจอขนาดยักษ์ เพราะภายในนั้นมีแต่ความเป็นอะนาล็อกที่มีเพียงเสียงของริคิชิ (นักมวยปล้ำซูโม่) ที่ปะทะร่างกัน เสียงของโยบิดะชิ (ผู้ประกาศในสนาม) และเกียวจิ (กรรมการ) กับเสียงเชียร์อันกึกก้องของผู้ชมเท่านั้น บรรยากาศอันน่าประทับใจนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ยุคเอโดะ แกรนด์ซูโม่จึงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เราสามารถรับชมได้แบบสดๆ และเป็นหนทางที่ทำให้สามารถสัมผัสกับยุคเอโดะได้อย่างแท้จริง เรามาเจาะลึกถึงเสน่ห์ของกีฬาซูโมกัน
คุณรู้หรือไม่ว่า "ชิคิริ" มีไว้ทำอะไร
ก่อนที่แมตช์การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น ริคิชิจะต้องทำพิธีกรรมหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในพิธีกรรมเหล่านั้นคือ "ชิคิริ" ซึ่งจะทำซ้ำหลายครั้งก่อนที่ "ทาชิอาอิ" (การพุ่งเข้าใส่กันตอนเริ่มต้นการแข่งขัน) สิ่งนี้เป็นเหมือนกิจวัตรที่ช่วยให้การหายใจของนักมวยปล้ำซูโม่สอดประสานกัน และเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในประเพณีดั้งเดิมของยุคเอโดะอีกด้วย
“ในการทำชิคิรินั้น ริคิชิจะเอากำปั้นสัมผัสลงกับพื้น จากนั้นถูมือเข้าด้วยกันแล้วกางแขนทั้งสองข้างออก ซึ่งเรียกว่าจิริโชซุ นี่คือสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคที่ซูโม่จัดขึ้นกลางแจ้ง เมื่อเหล่านักปล้ำจะดึงหญ้าจากพื้นมาเพื่อชำระล้างมือตนเองด้วยหยาดน้ำค้าง และกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธใดๆ อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาตั้งใจจะต่อสู้อย่างยุติธรรมและตรงไปตรงมา”
พิธีกรรมอื่นๆ ก็มีจุดประสงค์อยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกัน ท่า "ชิโกะ" ซึ่งเป็นการยกขาข้างหนึ่งขึ้นสูงแล้วกระทืบลงกับพื้นนั้น มีจุดประสงค์เพื่อขับไล่วิญญาณร้ายออกจากพื้นดิน เกลือที่ถูกโปรยไปรอบๆ เวทีระหว่างช่วงชิคิริ รวมถึงชิคาระมิสึ (ซึ่งนักปล้ำใช้อมบ้วนปากก่อนทาชิอาอิ) ล้วนมีไว้เพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ พิธีกรรมเหล่านี้คล้ายคลึงกับธรรมเนียมเวลาที่ไปศาลเจ้า เนื่องจากซูโม่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมในการสวดอ้อนวอนให้ได้ผลผลิตดีของศาสนาชินโต ทุกท่วงท่าของนักซูโม่จึงมีจุดประสงค์เพื่อ “บูชาเทพเจ้า”
เขียนด้วยมือจนถึงปัจจุบัน! ความลับที่อยู่เบื้องหลังบันซึเกะเฮียว
บันซึเกะเฮียว (banzuke-hyō) ซึ่งเป็นลวดลายรูปภาพ WAGARA ของ UT คือแผ่นประกาศจัดอันดับของนักซูโม่ในแต่ละทัวร์นาเมนต์ เอกสารแผ่นนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากจนถึงขนาดที่นักปล้ำไม่กล้าเหยียบข้ามเลยทีเดียว “เกียวจิจะมีหน้าที่เขียนบันซึเกะเฮียว โดยมันจะถูกเขียนด้วยรูปแบบอักษรเฉพาะที่เรียกว่า "ซูโม่จิ" ซึ่งเป็นตัวอักษรที่หนาและเบียดกันแน่น การเขียนในลักษณะนี้มีความเชื่อว่า “ผู้ชมจะหลั่งไหลเข้ามาเต็มสนามแข่งขัน” บันซุเกะเฮียวไม่ได้ระบุเพียงชื่อของริคิชิเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชื่อของเกียวจิ โยบิดาชิ โทชิโยะริ (ผู้บริหารสมาคมซูโม่และโอยาคาตะ) และโทโกะยามะ (ช่างทำผมริคิชิ) อีกด้วย ซึ่งทั่วไปแล้ว ยิ่งชื่อถูกเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่เท่าไร ก็ยิ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากเท่านั้น
“ชื่อของทาเตะเกียวจิ (เกียวจิที่มีตำแหน่งสูงเป็นลำดับสอง) Kimura Shonosuke และ Shikimori Inosuke จะถูกเขียนด้วยตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่มาก จริงๆ แล้วเราเรียกพวกเขาว่า "โอยากาตะ" เพราะพวกเขาเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมาก ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่สุดในบันซึเกะเฮียวนั้นอ่านว่า "โกะเม็น โคมุรุ" ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้เพื่อขออนุญาตและเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุคเอโดะ ที่รัฐบาลโชกุนโทคุกาวะอนุญาตให้เฉพาะองค์กรที่เป็นต้นกำเนิดของสมาคมซูโม่แห่งญี่ปุ่นในปัจจุบันจัดการแข่งขันซูโม่ได้เท่านั้น ระหว่างการแข่งขัน ป้ายสัญลักษณ์พร้อมประโยคข้อความที่เกียวจิเป็นผู้เขียนนี้จะถูกแสดงไว้ที่ประตูทางเข้าหลังของโคคุกิคังเท่านั้น ถ้ามีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนก็ลองแวะชมดูได้”
วิธีในการเลือกริคิชิคนโปรดคืออะไร
แม้หัวใจสำคัญของซูโม่คือการปล้ำ แต่ก็คุณก็สามารถเลือกนักซูโม่คนโปรดเพื่อเชียร์ในโคคุกิคังได้ แฟนๆ ซูโม่บางคนจะเลือกใช้วิธีว่า
“เราลองดูริคิชิจากบ้านเกิดของเราดีไหม ในแกรนด์ซูโม่ จะมีการประกาศชื่อชิโคะนะ (ชื่อริคิชิ) ค่ายที่สังกัด และบ้านเกิดของนักซูโม่ควบคู่กันไปด้วย ตัวอย่างเช่น Mitakeumi มาจากเมืองอาเกมัทสึในจังหวัดนางาโนะก็มีแฟนๆ จากเมืองนั้นมาให้กำลังใจเขา เพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเองก็มีอยู่ในแกรนด์ซูโม่ด้วย คุณสามารถเลือกเชียร์ริคิชิจากหน้าตา หรือริคิชิที่มีความแข็งแกร่ง หรือริคิชิที่ตัวเล็กก็ได้เช่นกัน”
ในบรรดานักซูโม่ปัจจุบันถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025 Yamato นักซูโม่ระดับซันดังเมะ (นักซูโม่ระดับสี่) คือผู้ที่สื่อขนานนามว่าเป็นผู้ที่มี “หน้าตาหล่อเหลา” และ Midorifuji ซึ่งเป็นที่รู้จักจากท่า "คาตะสุคาชิ" คือริคิชิที่มีขนาดร่างกายเล็กที่สูงเพียง 174 เซนติเมตรเท่านั้น แต่เขาแสดงฝีมือได้อย่างน่าจับตาในการแข่งขันระดับมาคุอุจิ (การแข่งขันชั้นสูงสุดของริคิชิระดับหัวแถว) ไม่แน่ว่า การผสมผสานวัฒนธรรมของแฟนๆ ในยุคเรวะกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของซูโม่ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานจากยุคเอโดะอาจสร้างความน่าตื่นเต้นในลานประลองก็เป็นได้
โคคุกิคัง: แดนอัศจรรย์ของแกรนด์ซูโม่
แกรนด์ซูโม่ในแต่ละปีมีการแข่งขันทั้งหมด 6 รายการ ซึ่งแต่ละรายการจะกินเวลา 15 วัน ซึ่งเรียกว่า "ฮงบาโช" ซึ่งจากทั้งหมดนี้ รายการในเดือนมกราคม พฤษภาคม และกันยายนจะจัดขึ้นที่โคคุกิคังในเมืองโตเกียว ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมจากยุคเอโดะเอาไว้ดังเดิม
“ในวันก่อนเปิดการแข่งขันจะจัดพิธีที่เรียกว่า "โดเฮียวมัทสึริ" (dohyō matsuri) ซึ่งเป็นการอันเชิญเทพเจ้าให้ลงมาประทับบนสังเวียนขึ้น กิจกรรมนี้เปิดให้สาธารณะสามารถเข้าชมได้ฟรี โยบิดาชิจะใช้เวลาสามวันก่อนเริ่มการแข่งขันเพื่อสร้างสังเวียนขึ้นมาด้วยตนเอง สังเวียนนั้นสร้างขึ้นด้วยมือล้วนๆ โดยไม่ใช้เครื่องจักรทุ่นแรงแม้แต่นิดเดียว พวกเขาใช้เพียงแค่สายตาเพื่อปรับระดับของสังเวียนเท่านั้น ในช่วงเช้าระหว่างการแข่งขันที่โคคุกิคังจะได้ยินเสียงตีกลองแบบหนึ่งที่เรียกว่า "โยเซะไดโกะ" ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมตามฤดูกาลอย่างหนึ่งของซูโม่เช่นกัน” ส่วนของว่างที่ขาดไม่ได้ระหว่างชมการแข่งขันซูโม่ก็คือยากิโทริ ไก่ย่างเสียบไม้ซึ่งจำหน่ายที่โคคุกิคังนี้ไม่ได้ขายโดยร้านค้าภายนอก แต่ทำขึ้นในครัวพิเศษที่ชั้นใต้ดินของสนามประลอง โคคุกิคังจึงเป็นแดนอัศจรรย์ของแกรนด์ซูโม่อย่างแท้จริง
ภาพอธิบายของ "คิมาริเตะ" (ท่าไม้ตาย) และ "วาซะ" (เทคนิค) จากยุคเอโดะ“ แม้จะมีความแตกต่างจากเทคนิคที่ใช้กันในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับท่าไม้ตายและเทคนิคในสมัยใหม่บางท่า เช่น โอคุริทสึริดาชิ โนโดวะ และโอทสึเกะ เป็นต้น”
บันซึเกะเฮียวคือเอกสารสำคัญสำหรับนักซูโม่ ปัจจุบันนี้มีนักซูโม่และระดับชั้นมากยิ่งขึ้น แต่ตารางอันดับก็ยังคงถูกเขียนด้วยมือโดยเกียวจิ (กรรมการ) เหมือนในยุคเอโดะเช่นเดิม
ภาพซูโม่ที่จัดขึ้นในเขตเอโกอิน ย่านเรียวโงกุ เมืองหลวงตะวันออก ซึ่งเป็นผลงานภาพพิมพ์อุคิโยะเอะโดย Hiroshige Utagawa
Raiden Tameemon นักซูโม่ระดับตำนานจากยุคเอโดะที่เพื่อนร่วมอาชีพขนานนามว่าไร้เทียมทาน ผมเคยได้รับอนุญาตให้สวมใส่ฮาโอริ (เสื้อคลุม) ของ Raiden Tameemon ซึ่งอยู่ในคอลเลคชันของพิพิธภัณฑ์ซูโม่ด้วย ผมจำได้ว่ามันทั้งใหญ่แล้วก็หนักมากๆ

Nishiiwa Oyakata
อดีตนักซูโม่ระดับเซกิวาเกะ วาคาโนซาโตะ เขาเป็นที่รู้จักในนาม “เซกิวาเกะที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์” ครั้งยังโลดแล่นอยู่บนสังเวียนแม้ได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง เขาคือริคิชิ (นักซูโม่) ระดับตำนานที่ครองอันดับที่ 7 ในการจัดลำดับสูงสุดตลอดกาล (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025) โดยมีสถิติชนะรวม 914 ครั้ง ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งในแผนกประชาสัมพันธ์ของสมาคมซูโม่แห่งประเทศญี่ปุ่น เขายังคงทำงานหนักในการฝึกซ้อมเหล่าว่าที่โยโกซึนะ (นักซูโม่ระดับสูงสุด) ในฐานะโอยากาตะ (หัวหน้าผู้ฝึกสอน) ของค่ายนิชิอิวะอีกด้วย เขาเกิดในปี 1976 ที่เมืองฮิโระซากิ
จังหวัดอาโอโมริ เทคนิคโปรดของเขาคือ "ฮิดาริ โยทสึโยริ"