Build
the Future

บทสัมภาษณ์กับ Tadao Ando

  • Photograph by Keisuke Fukamizu
  • Text by Kosuke Ide

Tadao Ando สถาปนิกชื่อดังระดับโลก เป็นผู้สร้างอาคารชุดมากมายที่มีแนวคิดท้าทายความจริงและหลักการที่ตายตัวของสถาปัตยกรรม Tadao Ando ได้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางสังคมมากมายตลอดอาชีพของเขา

เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้างห้องสมุดสำหรับเด็ก Nakanoshima Children’s Book Forest ในโอซาก้า สถาปนิกนักสู้คนนี้ได้มอบแง่คิดดีๆ ให้กับเรา

Nakanoshima Children’s Book Forest

พื้นที่ 800 ตร.ม. สามชั้นที่ Ando ออกแบบเอง ประกอบไปด้วยหนังสือที่ซื้อหรือได้รับบริจาคจำนวน 18,000 เล่ม

1-1-28 Nakanoshima Kita-ku, Osaka-shi,
Osaka-fu 530-0005 Japan

Tadao Ando
Architect

เกิดที่โอซาก้าในปี 1941 ก่อตั้งบริษัท Tadao Ando Architect & Associates ขึ้นในปี 1969 ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวในปี 1997 และศาสตราจารย์เกียรติคุณในปี 2003 มีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็นอาคารเรือนแถวใน Sumiyoshi, Japan Pavilion ในงาน Expo '92, Church of the Light, พิพิธภัณฑ์ Chikatsu Asuka แห่งจังหวัดโอซาก้า, Awaji Yumebutai, พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งจังหวัดเฮียวโงะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ Fort Worth ได้รับรางวัลประจำปี 1979 จากสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นจากผลงานอาคารเรือนแถวใน Sumiyoshi และรางวัลเหรียญทอง AIA จากสถาบันสถาปนิกอเมริกันในปี 2002 ได้รับรางวัลเกียรติยศ Order of Culture ในปี 2010

“เอาล่ะทุกคน เรามาถ่ายรูปกัน!”

เด็กๆ ที่อยู่ในอาคารวางหนังสือเอาไว้ที่ที่พวกเขานั่ง และเดินมารวมตัวกัน เมื่อ Tadao Ando เดินเข้ามาในอาคารและเดินลงไปที่ชั้นล่างเพื่อกล่าวประกาศเชิญชวนนี้ ด้วยความตกตะลึงกับการปรากฏตัวอย่างเซอร์ไพรส์ของนักออกแบบห้องสมุด Nakanoshima Children’s Book Forest ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วในโอซาก้า บรรดาผู้ปกครองเด็กๆ จึงพากันต้อนรับ Ando ด้วยการถ่ายรูปกันอย่างอลหม่าน

“คุณสามารถสร้างห้องสมุดที่ดีที่สุดในโลกได้ แต่คุณไม่สามารถทำให้เด็กทุกคนที่มาที่นี่หลงรักการอ่านได้ ถ้าวันนี้เราทำให้เด็ก 1 ใน 10 คนชอบการอ่านได้ ก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว ใครจะไปรู้ บางทีพวกเขาอาจจะมองย้อนกลับมาแล้วเห็นภาพถ่ายคู่กับ Tadao Ando ที่ห้องสมุดสุดเก๋นี้ ประสบการณ์เช่นนี้เพียงพอที่จะทำให้ใครสักคนกลายเป็นคนรักการอ่านขึ้นมา”

เมื่อแสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในพื้นที่คล้ายห้องโถงใหญ่ เด็กๆ ก็เดินเตร็ดเตร่เลือกหนังสือที่พวกเขาชอบ สำรวจชั้นวางหนังสือทั้งสามชั้นราวกับว่าพวกเขากำลังเดินอยู่ในป่า Ando มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างห้องสมุดที่เหมาะกับเด็กๆ บนเกาะ Nakanoshima ซึ่งเป็นเกาะกลางโอซาก้าที่มีบทบาทในการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเมืองมาช้านาน Ando เป็นผู้เสนอและออกแบบสถาบันทางวัฒนธรรมแห่งนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งสำนักงานของเขาเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสร้างอาคาร

“รัฐบาลอนุญาตให้เราสร้างอาคารบนที่ดินสาธารณะ แต่ไม่มีการจัดหาเงินทุนสำหรับการก่อสร้างหรือการดำเนินการใดๆ ให้ ผมจึงดูแลค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเอง และเราขอเงินบริจาคเพื่อเป็นทุนสำหรับค่าดำเนินการ ถ้าได้คนจำนวน 200 คนบริจาคเงิน 300,000 เยน นั่นเท่ากับ 60 ล้านเยน ซึ่งเพียงพอที่จะนำไปใช้ได้ทั้งปี แต่เมื่อเราเข้าไปหาธุรกิจในท้องถิ่น แล้วขอให้ชาวบ้านวางมัดจำ 300,000 เยนต่อปีเป็นเวลา 5 ปี เราสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้มากกว่า 600 รายการ ซึ่งเกินเป้าของเราที่ตั้งไว้ ในห้าปี เราคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 1 พันล้านเยน”

Ando อธิบายตัวเลขให้ฟังอย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าเขากลังดีดลูกคิดอยู่ แต่แน่นอนว่า การได้เงินบริจาคมากมายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะยิ่งเป็นเงินทุนส่วนตัวที่มอบให้กับโครงการใหญ่ สิ่งที่ทำให้เขาเอาชนะอุปสรรคมาได้นับไม่ถ้วนและทำให้งานของเขาเป็นจริงขึ้นมาคือความกระตือรือร้นของเขาที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนอนาคตเด็กๆ

“เด็กในวันนี้จะเป็นผู้สร้างสังคมในวันหน้า ในการที่ช่วยบ่มเพาะความคิดอ่านและหัดให้พวกเขาคิดได้ด้วยตัวเองนั้น เราจำเป็นต้องมีหนังสือให้พวกเขา สังคมญี่ปุ่นมีลักษณะทางเศรษฐกิจที่เน้นส่งเสริมการศึกษาในแบบที่เด็กถูกสอนให้ ‘เลี่ยงอ่านหนังสือที่ไม่มีความจำเป็น และให้อ่านสิ่งที่จำเป็นต่อทักษะที่ใช้ได้จริง’ โลกของผู้ใหญ่มีแต่จะไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งยอดขายและกำไร ผมเติบโตมาในละแวกชนชั้นแรงงานในโอซาก้า และสภาพแวดล้อมบ้านผมขาดการบ่มเพาะเรื่องวัฒนธรรม ผมจึงโตมาแบบไม่มีหนังสือให้อ่าน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมหวังว่าจะได้อ่านหนังสือทุกประเภทตอนที่ผมยังเด็กและยังพร้อมรับทุกความคิด ในสมัยที่การรับรู้ของผมยังเฉียบคม สมัยนั้น เรามีอิสรภาพมากเหลือเกิน ทุกวันนี้ สังคมหมกมุ่นกับเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ในขณะที่การศึกษาขึ้นอยู่กับผลสอบ ทำให้เหลือคนอยู่ไม่มากที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่มีอะไรที่สำคัญกับชีวิตเรามากไปกว่าอิสรภาพ และถ้าเราอยากรักษาอิสรภาพนั้นไว้ เราก็ต้องสู้”

แท้ที่จริงแล้ว Ando มักจะถูกมองว่าเป็น “สถาปนิกนักสู้” ช่วงแรกๆ ที่เขายังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเทคนิค เขาหลงใหลในการชกมวยและเขาได้เป็นนักมวยอาชีพอยู่ช่วงสั้นๆ ต่อมาเขาเรียนรู้สถาปัตยกรรมด้วยตนเองตอนที่เขาไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์ และไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยเลย

“ผมทำงานอย่างหนัก เพราะผมเชื่อว่าตัวเองต้องเรียนหนักกว่าคนที่ไปโรงเรียน ผมเก็บเงินซื้อหนังสือเรียนระดับชั้นวิทยาลัยขั้นสูงด้วยการลดค่าใช้จ่ายอาหาร และใช้เวลาพักกลางวันที่ทำงานในการศึกษาเรื่องสถาปัตยกรรม”

ช่วงวัยยี่สิบต้นๆ เขาเดินทางบ่อยครั้งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อไปดูตัวอย่างสถาปัตยกรรมขึ้นชื่อของญี่ปุ่นและประเทศตะวันตก ในปี 1969 เมื่ออายุได้ 28 ปี เขาเปิดสตูดิโอของตัวเอง และตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา เขาได้สร้างอาคารอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่บ้านไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่มีลักษณะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และท้าทายหลักความจริงพื้นฐานและแนวคิดตายตัวของสถาปัตยกรรมทั่วไป นี่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในระดับสากล

ในขณะเดียวกัน Ando ก็เป็นที่รู้จักจากการเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมมากมายที่อยู่นอกเหนือกรอบของสถาปัตยกรรม หนึ่งในโครงการนั้นก็คือ Setouchi Olive Foundation ที่มีภารกิจในการปลูกต้นมะกอกหนึ่งล้านต้นในบริเวณชายฝั่งและบนเกาะของทะเลในของญี่ปุ่น

*1 Setouchi Olive Foundation:

มูลนิธิก่อตั้งขึ้นในปี 2000 จากเหตุการณ์ที่เกาะเทชิมะ เพื่อปกป้องและฟื้นคืนภูมิทัศน์ของทะเลใน จากพื้นที่ 285,000 ตารางเมตรที่ถูกทำลายไป พื้นที่สีเขียวขนาด 3,980 ตร.ม. ได้รับการฟื้นฟู อาสาสมัครกว่า 1,500 คนอาสาเก็บขยะทะเลและปลูกต้นไม้ และเพื่อเป็นการสนับสนุนความพยายามนี้ ยูนิโคล่ได้ระดมทุนช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2001 และร้านสาขาของจียูเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2011 เมื่อปลายปี 2019 เงินบริจาคจำนวน 600 ล้านเยนได้ส่งมอบให้กับองค์กร 369 แห่งเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ห้องสมุดตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Dojima ประกอบด้วยซุ้มโค้งเบาๆ และภายในใช้ประโยชน์จากเส้นนูนของดีไซน์ ที่ชั้นสองมีทางเดินลอย ซึ่งสามารถมองเห็นทุกด้านในห้องสมุดได้พร้อมกันในคราวเดียว

“ทุกวันนี้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ตจนเราเกือบจะขาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็สำคัญเช่นกันที่เด็กจะสามารถใช้ทั้งสองมือของเขาเลือกหนังสือสักเล่มด้วยตัวเอง” Ando กล่าว

แท้ที่จริงแล้ว Ando มักจะถูกมองว่าเป็น “สถาปนิกนักสู้” ช่วงแรกๆ ที่เขายังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมเทคนิค เขาหลงใหลในการชกมวยและเขาได้เป็นนักมวยอาชีพอยู่ช่วงสั้นๆ ต่อมาเขาเรียนรู้สถาปัตยกรรมด้วยตนเองตอนที่เขาไม่ได้ทำงานพาร์ทไทม์ และไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยเลย

“ผมทำงานอย่างหนัก เพราะผมเชื่อว่าตัวเองต้องเรียนหนักกว่าคนที่ไปโรงเรียน ผมเก็บเงินซื้อหนังสือเรียนระดับชั้นวิทยาลัยขั้นสูงด้วยการลดค่าใช้จ่ายอาหาร และใช้เวลาพักกลางวันที่ทำงานในการศึกษาเรื่องสถาปัตยกรรม”

ช่วงวัยยี่สิบต้นๆ เขาเดินทางบ่อยครั้งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ เพื่อไปดูตัวอย่างสถาปัตยกรรมขึ้นชื่อของญี่ปุ่นและประเทศตะวันตก ในปี 1969 เมื่ออายุได้ 28 ปี เขาเปิดสตูดิโอของตัวเอง และตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา เขาได้สร้างอาคารอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่บ้านไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่มีลักษณะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และท้าทายหลักความจริงพื้นฐานและแนวคิดตายตัวของสถาปัตยกรรมทั่วไป นี่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในระดับสากล

ในขณะเดียวกัน Ando ก็เป็นที่รู้จักจากการเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมมากมายที่อยู่นอกเหนือกรอบของสถาปัตยกรรม หนึ่งในโครงการนั้นก็คือ Setouchi Olive Foundation ที่มีภารกิจในการปลูกต้นมะกอกหนึ่งล้านต้นในบริเวณชายฝั่งและบนเกาะของทะเลในของญี่ปุ่น

※1 Setouchi Olive Foundation:

มูลนิธิก่อตั้งขึ้นในปี 2000 จากเหตุการณ์ที่เกาะเทชิมะ เพื่อปกป้องและฟื้นคืนภูมิทัศน์ของทะเลใน จากพื้นที่ 285,000 ตารางเมตรที่ถูกทำลายไป พื้นที่สีเขียวขนาด 3,980 ตร.ม. ได้รับการฟื้นฟู อาสาสมัครกว่า 1,500 คนอาสาเก็บขยะทะเลและปลูกต้นไม้ และเพื่อเป็นการสนับสนุนความพยายามนี้ ยูนิโคล่ได้ระดมทุนช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2001 และร้านสาขาของจียูเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2011 เมื่อปลายปี 2019 เงินบริจาคจำนวน 600 ล้านเยนได้ส่งมอบให้กับองค์กร 369 แห่งเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

1. เกาะเทชิมะในจังหวัดคางาวะกลางทะเลใน เป็นเวลากว่าสิบปีที่ขยะมลพิษถูกนำมาทิ้งอย่างผิดกฎหมายทางฝั่งตะวันตกของเกาะ (ด้านล่างของภาพ)

photographs by Hiroshi Fujii

2. สถานที่ทิ้งขยะ เป็นเวลาสิบหกปีจนถึงปี 2019 มีการกู้คืนและแปรรูปขยะประมาณ 910,000 ตัน

photographs by Hiroshi Fujii

3. วิวจากสวนมะกอก

photographs by Kei Kobayashi

“ผมได้รับการเชิญชวนจาก Soichiro Fukutake จากบริษัท Benesse Corporation ให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการอันยิ่งใหญ่ของเขา ที่จะทำให้เกาะนาโอชิมะเป็นแหล่งรวมศิลปะสมัยใหม่ และผมได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอาคารหลายชุดตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1980 ในระหว่างนั้น ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหามลพิษจากขยะบนเกาะเทชิมะ ในจังหวัดคางาวะ เกาะเทชิมะเคยเป็นสถานที่เขียวชอุ่ม แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่นี่ได้กลายเป็นที่ทิ้งขยะทางอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งได้ทำลายระบบนิเวศในท้องถิ่นและทำให้ผู้อยู่อาศัยบนเกาะลุกขึ้นมาต่อต้าน เมื่อผมเห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นการแสดงออกถึงการทำลายสิ่งแวดล้อมในญี่ปุ่น ผมจึงร่วมมือกับ Kohei Nakabo ทนายความผู้ที่ยืดหยัดต่อสู้เพื่อเกาะเทชิมะในชั้นศาล และ Hayao Kawai นักจิตวิทยา (ซึ่งทั้งคู่ได้จากไปแล้ว) ในการริเริ่มโครงการปลูกต้นไม้ ด้วยความหวังที่จะฟื้นฟูธรรมชาติในพื้นที่ ไม่นานเราก็ได้เริ่มต้นในปี 2000 ซึ่ง Tadashi Yanai หัวหน้าฝ่าย Fast Retailing ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและช่วยให้เราได้ระดมเงินที่ร้านค้า และจัดตั้งคณะกรรมการ ในช่วงเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา เราปลูกต้นไม้ไปได้ 170,000 ต้น และเริ่มให้การสนับสนุนองค์กรประเภท NPO ด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย นี่เป็นความสำเร็จที่เรียบง่าย แม้ว่าการกำจัดขยะมลพิษได้เสร็จสิ้นในปี 2019 แต่ปัญหาเรื่องการบำบัดน้ำเสียยังคงอยู่ หนทางยังอีกยาวไกล กว่าเราจะพูดได้เต็มปากว่าเราทำสำเร็จแล้ว”

Ando ยังเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ Umi-no-Mori ที่นำต้นกล้า 500,000 ต้นมาปลูกบนหลุมฝังกลบในท่าเรือโตเกียว และ Sakura No Kai องค์กรที่ปลูกต้นซากุระ 3,000 ต้นในนากาโนะชิมาในโอซาก้า โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาสาสมัครในพื้นที่ ซึ่งได้เปลี่ยนโฉมเมืองให้สวยงามขึ้นผ่านรูปแบบใหม่ของการสร้างชุมชน เขาทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจไปกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมาย

“เป็นเวลาหลายปีที่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ อาศัยอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติอันเขียวชอุ่ม รายล้อมด้วยมหาสมุทรทุกด้าน เราเคยมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและชุมชนควบคู่กันไป แต่น่าเสียดายที่ความสวยงามของภูมิประเทศญี่ปุ่นค่อยๆ หมดไป ผมคิดว่านี่เป็นเพราะญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในทศวรรษที่ 1970 และแม้ว่าจะเกิดฟองสบู่แตกในทศวรรษที่ 1990 สังคมญี่ปุ่นก็ยังคงให้ความสนใจกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ผมว่าปัญหานี้อยู่เบื้องหลังปัญหาอื่นๆ ทั้งภาวะโลกร้อนและโคโรนาไวรัส หลังจากที่เราอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน เราได้สูญเสียความเชื่อมโยงที่เรามีกับธรรมชาติไป เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายต่อสังคมร่วมสมัย เราต้องรับผิดชอบต่อเด็กรุ่นต่อไปที่จะอยู่ในโลกอนาคตที่จะมาถึง เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

Ando อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและชุมชนที่เหนียวแน่น ความพยายามของเขาที่จะสร้างอนาคตที่ดีขึ้นไปไกลกว่าแนวทางเรื่องสิ่งแวดล้อม หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวฮันชินครั้งใหญ่ที่ถล่มญี่ปุ่นในปี 1995 เขาได้ก่อตั้ง Hyogo Green Network เพื่อปลูกต้นไม้รำลึกถึงผู้ที่จากไป เช่นเดียวกับกองทุนเด็กกำพร้า Momo-Kaki Orphans Fund ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ไปในภัยพิบัติ ความพยายามของเขาสามารถระดมทุนได้ 500 ล้านเยนในเวลาสิบปี และช่วยเหลือเด็กที่สูญเสียหรือพลัดพรากจากพ่อแม่ไปได้ 418 คน หลังจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นในปี 2011 เขาได้ก่อตั้งกองทุนคล้ายๆ กันเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา พวกเขาระดมทุนได้ 5.2 พันล้านเยนเพื่อมอบให้แก่สามจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นี่ทำให้องค์กรของพวกเขาสามารถช่วยเหลือเด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูได้ถึง 1889 คนซึ่งมากกว่าองค์กรอื่นๆ

*2 Momo-Kaki Orphans Fund:

ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ใจบุญ 8 คนรวมถึง Ando ด้วยความหวังที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่สูญเสียผู้ปกครองในเหตุการณ์แผ่นดินไหวฮันชินครั้งใหญ่ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ปลอดภัย ในเดือนพฤษภาคม 2011 Tadashi Yanai ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งกองทุนการศึกษาเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นตะวันออก ชื่อ “Momo-Kaki” มาจากสำนวนเกี่ยวกับต้นพีชและต้นเกาลัดที่ใช้เวลาสามปีกว่าจะออกผล ในขณะที่ต้นพลับใช้เวลาถึงแปดปี ซึ่งเปรียบเหมือนความมุ่งมั่นของกองทุนที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในระยะยาว

4. เด็กๆ ปลูกต้นมะกอก

5. คำพูดของ Ando ที่สลักบนหิน: “สู่ความเขียวชอุ่มของทะเลใน

“ผมไม่ได้จะช่วยเหลือสังคมเป็นพิเศษอะไร ผมแค่พยายามรักษาโลกของเราเอาไว้ เราไม่สามารถทำเหมือนกับว่าธรรมชาติไม่สำคัญ ธรรมชาติต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของคนเราที่ต้องการความใส่ใจอยู่ตลอด นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องมีส่วนร่วม ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่เราจะอยู่รอด แต่คุณจะช่วยคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อคุณแข็งแรงมากพอ ทั้งกายและใจ”

ภาพถ่ายจากทางเข้าห้องสมุด Nakanoshima Children’s Book Forest หน้าแอปเปิ้ลเขียวที่ Ando อธิบายว่ามันเป็น “สัญลักษณ์ของวัยหนุ่มสาว”

ในการต่อสู้เพื่อรักษาโลกรอบๆ ตัวเรา ด้วยอายุเจ็ดสิบเก้าปี Ando เอาเรี่ยวแรงแบบไร้ขีดจำกัดขนาดนี้มาจากไหน โดยเฉพาะหลังจากที่เข้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในปี 2009 เขาได้รับการผ่าตัดเอาลำไส้เล็กส่วนต้น ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับอ่อน และม้าม ออก

“นี่แหละชีวิต บางทีเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ ตอนที่ผมถามศัลยแพทย์ว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้หากปราศจากอวัยวะทั้งห้านี้หรือไม่ เขาตอบว่า ‘คุณจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่คุณจะไม่แข็งแรง’ ตั้งแต่ผ่าตัดมา ผมเดินทุกวัน และใช้เวลาทานอาหารแต่ละมื้อประมาณสี่สิบนาที เมื่อทานเสร็จ ผมต้องหยุดพัก แต่ผมใช้เวลาอย่างคุ้มค่าไปกับการคิดหรืออ่าน พวกเขาบอกว่าไม่เคยมีใครมีสุขภาพดีขนาดนี้หลังผ่าตัด”

Ando พูดคุยอย่างกระตือรือร้นเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงในวันนั้น ด้วยพละกำลังที่เรียกได้ว่าเป็นยอดมนุษย์เลยก็ว่าได้

เมื่อฉันถามเขาว่า เอาพลังขนาดนี้มาจากไหน เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ผมมีงานต้องทำ มีสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ แผนการที่จะสร้างห้องสมุดสำหรับเด็กในโกเบและโทโนะในจังหวัดอิวาเตะอยู่ระหว่างดำเนินการ ผมมอบเงินทุนส่วนตัวให้แก่โครงการเหล่านี้เช่นกัน ต่อให้ผมพร้อมจะจากไปแค่ไหน การจะหาสถานที่จัดโครงการเหล่านี้คงไม่ง่าย ทุนในการดำเนินการอาจจะทำให้ทุกอย่างช้าลง บางครั้งคนที่เห็นผมทำสิ่งนี้จะพูดว่า “Ando ด้วยงานทั้งหมดที่คุณมีอยู่ตอนนี้ คุณจะยังใช้เงินตัวเองในการสร้างอะไรสักอย่างทำไมกัน” แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่มีสักหนึ่งคนจากพันคนที่ทำสิ่งนี้ บางที ถ้ามีคนหนึ่งทำเรื่องแบบนี้ คนอื่นอาจจะทำตามก็ได้ ผมคิดว่า เรามีชีวิตแค่ครั้งเดียว ผมเอาเงินออกมาใช้ให้หมดดีกว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่การสร้างอาคารที่มีดีไซน์สวยที่สุด ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดที่จะคงอยู่ตลอดไป แต่ความประทับใจจะคงอยู่ตลอดไป ท้ายที่สุดแล้ว การมีชีวิตอยู่คือการได้แสดงออก เป้าหมายของผมคือการสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จะคงอยู่ในใจของผู้คนที่ได้สัมผัสตลอดไป แต่ชีวิตคนเรามักไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ใช่ไหมล่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณบอกตัวเองว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี มันกลับแตกสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมและอดทนต่อไป”

จากคำพูดของ Ando ที่ว่า “ทุกวันนี้ คนญี่ปุ่นไม่มีทั้งเงินและความกระตือรือร้นแล้ว สิ่งที่พวกเขามีคือความภาคภูมิใจ พวกเขามองไม่เห็นอนาคต” หลังจากที่เขาพูดถึงประเด็นปัญหาต่างๆ แล้ว ไม่มีทางหันหลังกลับได้ สถาปนิกผู้ที่มีเส้นทางอาชีพที่ผ่านการต่อสู้และท้าทายได้แต่ยิ้ม

“เราต้องหาทางกลับมายืนด้วยตัวเองให้ได้ ก่อนที่เราจะสร้าง Awaji Yumebutai มันเคยเป็นเหมืองร้างมาก่อน และสามสิบปีก่อนที่เราจะเริ่มวางแผน มันไม่มีต้นไม้สักต้นเดียว แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อผู้คนเข้ามาปลูกต้นกล้า จนทุกวันนี้ ได้กลายเป็นป่าขนาดใหญ่ไปแล้ว ทุกอย่างสำเร็จได้ถ้าคุณพยายาม ถ้าคุณทุ่มเทด้วยทั้งหมดที่คุณมี ราวกับว่าชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับมัน คุณจะสามารถทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้”

ภาพถ่ายจากทางเข้าห้องสมุด Nakanoshima Children’s Book Forest หน้าแอปเปิ้ลเขียวที่ Ando อธิบายว่ามันเป็น “สัญลักษณ์ของวัยหนุ่มสาว”

Share This Page