Hello,
Haruki

บทสัมภาษณ์ Haruki Murakami

  • Photography by Taro Hirano
  • Illustration by Hattaro Shinano
  • Text by Keisuke Kagiwada

Murakami พูดถึงการเลือกเสื้อผ้าของเขา “ผมพยายามใส่เสื้อผ้าธรรมดา ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี กางเกงยีนส์และเสื้อยืด พร้อมเสื้อสวมหัวผ้าสเวตหรือเสื้อสเวตเตอร์ เนื่องจากผมไม่ต้องไปที่ทำงาน ผมสามารถใส่อะไรที่ผมชอบได้ แต่มักจะจบด้วยเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

Haruki Murakami นักเขียนนวนิยายผู้มีมุมมองต่อโลกอันลึกซึ้งยากที่จะมีใครเทียบเคียง เขาได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่น

แต่เป็นผู้อ่านทั่วโลก เขาเป็นทั้งนักแปลและนักวิ่งที่มีพลัง และยังเป็นผู้จัดรายการวิทยุของสถานี Murakami Radio เราได้ไปเยี่ยมเขาที่สตูดิโอบันทึกเสียง

และถามถึงงานเขียนและชีวิตของเขา

Murakami พูดถึงการเลือกเสื้อผ้าของเขา “ผมพยายามใส่เสื้อผ้าธรรมดา ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี กางเกงยีนส์และเสื้อยืด พร้อมเสื้อสวมหัวผ้าสเวตหรือเสื้อสเวตเตอร์ เนื่องจากผมไม่ต้องไปที่ทำงาน ผมสามารถใส่อะไรที่ผมชอบได้ แต่มักจะจบด้วยเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

Haruki Murakami นักเขียนนวนิยายผู้มีมุมมองต่อโลกอันลึกซึ้งยากที่จะมีใครเทียบเคียง เขาได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่น แต่เป็นผู้อ่านทั่วโลก เขาเป็นทั้งนักแปลและนักวิ่งที่มีพลัง และยังเป็นผู้จัดรายการวิทยุของสถานี Murakami Radio เราได้ไปเยี่ยมเขาที่สตูดิโอบันทึกเสียง และถามถึงงานเขียนและชีวิตของเขา

Q1. สิ่งที่สนุกที่สุดของการเป็นดีเจวิทยุคืออะไร

เวลาอยู่ที่บ้าน ผมมักจะฟังเพลงอยู่คนเดียวตลอด แต่บางครั้งก็รู้สึกเหงา ในวิทยุ ผมก็แค่เปิดเพลงที่ผมชอบและพูดอะไรก็ได้ที่ผมคิด และผู้คนก็จะเปิดมาฟัง ผมว่าเป็นวิธีที่ดีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคน ผมไม่เคยคิดจะปรากฎตัวในโทรทัศน์ แต่ข้อดีของวิทยุอย่างหนึ่งก็คือผู้คนจะไม่รู้ว่าคุณคือใครเวลาคุณออกไปเดินข้างนอก

Q2. คุณมีความทรงจำจากการฟังเพลงในวิทยุที่ยากจะลืมได้ลงไหม

ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเพลงของวง The Beatles ผมรู้สึกทึ่งมาก เพลงนั้นชื่อว่า “Please Please Me” ไม่มีวงดนตรีไหนที่เล่นได้แบบนั้น และครั้งแรกที่ผมได้ยินเพลง “Surfin’ U.S.A.” จากวง The Beach Boys และ “Light My Fire” จากวง The Doors ทำเอาผมขนลุกเลยเหมือนกัน ผมได้ความรู้เกี่ยวกับเพลงจากวิทยุเยอะมาก สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักเสียงเพลงตั้งแต่แรกเลยคือเพลงอเมริกันและอังกฤษที่ได้ยินจากวิทยุในเมืองโกเบ สมัยที่ผมยังอยู่มัธยมต้น ที่โกเบมีดีเจที่ชื่อ Teruo Isono ซึ่งเขาเป็นนักวิจารณ์เพลงแจ๊สด้วย ส่วนมากเขาจะเปิดเพลงป๊อป แต่บางครั้งเขาจะเปิดเพลงแจ๊สและพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเพลง นั่นเป็นการให้ความรู้ในตัวของมันเอง การมอบประสบการณ์แบบนั้นให้แก่ผู้ฟังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะใครๆ ก็สามารถมานั่งลงโดยที่ไม่ต้องเปิดอะไรเลยนอกจากเพลงที่ผู้ฟังขอเข้ามาก็ได้

Q3. ในสายตาคุณ อะไรที่ทำให้คนๆ หนึ่งดูมีสไตล์

ผมว่ามันยอดเยี่ยมมากที่ใครสักคนสามารถทำให้ชุดที่ใส่ในชีวิตประจำวันใส่สบายได้ ผมไม่ค่อยชอบเห็นคนใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าสักเท่าไหร่ หรือให้เสื้อผ้ามากำหนดสไตล์ของตัวเอง

Q4. มีใครที่มีอิทธิพลต่อสไตล์คุณเป็นพิเศษไหม

เนื่องจากผมโตมาในยุคเฟื่องฟูของเสื้อแจ็คเก็ต VANS และลุคแบบ Ivy League เรารับอิทธิพลจากหนังอเมริกันมาเยอะมาก เราอาจจะเลียนแบบ George Peppard จากหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany’s หรือ Paul Newman จากเรื่อง Harper ด้วยแจ็คเก็ตขนสัตว์ เสื้อเชิ้ตปลดกระดุม และเน็กไท แต่ทุกวันนี้ ผมไม่แต่งตัวเลียนแบบใครแล้ว

Q5. คุณมีเรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับแฟชั่นบ้างไหม

ในฤดูร้อน ผมมักจะใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ มีครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญให้ไปที่ร้านอาหารดั้งเดิมในย่านกินซ่า แต่พอผมโผล่ไปในสภาพแบบนั้น เจ้าของร้านหยุดผมที่หน้าประตูและพูดว่า “ห้ามใส่กางเกงขาสั้น” นี่ทำเอาผมไม่ทันตั้งตัว เพราะไม่ว่าอย่างไร ผมก็เป็นแขก โชคดีว่าผมมักจะพกกางเกงหลวมๆ ไว้ในกระเป๋าสำหรับสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ ผมจึงหยิบกางเกงนั่นออกมาใส่ทับกางเกงขาสั้น และเราก็เดินหน้าต่อ เจ้าของร้านถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง ผมเอาไอเดียเรื่องการพกกางเกงสำรองมาจากนักเขียนนวนิยายที่ชื่อ Komimasa Tanaka เขาใส่กางเกงขาสั้นออกไปดูหนังทุกวัน แต่เพราะโรงหนังอากาศหนาวตลอดเวลา พอเขาไปถึงที่นั่น เขาจะหยิบกางเกงที่เขาพกในกระเป๋าออกมาใส่ ผมว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก ผมจึงเริ่มทำตามเขา

Q6. ตอนที่คุณอยู่ที่อิตาลี จริงไหมที่คุณใส่เน็กไทตลอดเวลา

ใช่ครับ ผมใส่ตลอดเวลา ในอิตาลีสมัยนั้น คนจะมองคุณด้วยสายตาดูถูกมากถ้าคุณไม่ใส่เน็กไท ถ้าเป็นร้านอาหาร เขาจะพาคุณไปนั่งในมุมที่แย่ที่สุดในร้าน ตอนแรกผมนึกว่านี่เป็นเรื่องของการเหยียดสัญชาติ แต่พอวันหนึ่งที่ผมใส่เน็กไทไป ผมกลับได้นั่งในมุมที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเลยคิดว่า โอเค มันต้องเป็นอย่างนี้นี่เอง จากนั้นมา ผมใส่เน็กไทตลอดเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมออกไปทานข้าวข้างนอก และผมก็สนุกกับมัน แต่ตอนนี้ผมกลับมาญี่ปุ่นแล้ว ผมก็ไม่เคยใส่มันอีกเลย ด้วยเหตุผลบางอย่าง ถ้าผมออกไปข้างนอกแล้วใส่เน็กไทในญี่ปุ่น ไม่นานผมจะรู้สึกรำคาญ ผมว่าพอไม่ได้ใส่เน็กไทจนเป็นนิสัยนานๆ เข้าคุณจะรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ

Q7. คุณคิดอย่างไรกับยูนิโคล่

มีครั้งหนึ่งผมเดินทางไปเมลเบิร์นโดยที่คิดว่าออสเตรเลียคงไม่หนาวเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้ว ค่อนข้างใกล้กับขั้วโลกใต้นะ ผมหนาวสั่นไปทั้งตัว ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมจึงไปซื้อเสื้อแจ็คเก็ตถูกๆ ที่ร้านค้าหน้าโรงแรม แต่ต่อมาผมเพิ่งรู้ว่ามีร้านยูนิโคล่อยู่อีกด้านหนึ่งของตึก ทำให้ผมนึกได้ว่าผมน่าจะเอาเสื้อฮีทเทคมาด้วย ยูนิโคล่มีร้านค้าอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปเที่ยวและต้องการของอะไร ยูนิโคล่ช่วยคุณได้ เช่น ถ้าอยู่ดีๆ อากาศหนาวขึ้นมา หรือเวลาที่คุณต้องการจะเปลี่ยนชุด

Q8. ยูนิโคล่จะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง

ผมอยากเห็นชุดกีฬามากกว่านี้ แต่ชุดกีฬาต้องมีคุณสมบัติที่หลากหลายมาก แม้แต่เสื้อวิ่งก็ต้องสามารถซับเหงื่อได้ดี ระบายอากาศ และ ให้ความอบอุ่นในเวลาเดียวกันได้ แต่การใช้งานเช่นนั้นคือราคาที่คุณจ่าย กางเกงขาสั้นอาจจะมีราคาอยู่ที่ 7,000 หรือ 8,000 เยน ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ผมอยากเห็นสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นในราคาที่ถูกลง เพราะท้ายที่สุด เสื้อผ้าก็จะเสื่อมโทรมลงไป

ผู้ผลักดันให้ Murakami เริ่มต้นอาชีพดีเจคือภรรยาของเขาเอง
"เธอบอกผมว่า 'คุณต้องทำได้ดีแน่ ลองดูสิ' ผมเองก็รักเสียงเพลง และคิดว่าเสียงของตัวเองฟังเข้าใจง่าย ทุกครั้งที่จัดรายการ ผมจะเปิดเพลงในธีมที่คิดไว้เสมอ ส่วนธีมสำหรับครั้งต่อไป ผมคิดว่าจะเป็น 'เวอร์ชันรีเมกแบบสุดขั้วโดยศิลปินต้นฉบับ'"

Q9. การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคุณ บางครั้งคุณวิ่งฟูลมาราธอนด้วยซ้ำ การวิ่งมีอิทธิพลต่อนิยายของคุณหรือไม่

ผมไม่แน่ใจว่าผมพิสูจน์ได้ไหม แต่ผมรู้สึกว่ามันมีส่วนนะ ถ้าการวิ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม ผมคิดว่าผมอาจจะเขียนหนังสือประเภทอื่น ผมเพิ่งมาเริ่มวิ่งตอนเข้าสู่วัยสามสิบ ซึ่งนั่นคือหลังจากที่ผมปิดบาร์แจ๊สของผมลงได้สองสามปีและเริ่มทำงานนักเขียนเต็มตัว การดูแลบาร์เป็นงานที่หนักมาก ซึ่งช่วยให้ผมรักษาหุ่นได้ แต่พอผมเริ่มทำงานนั่งโต๊ะ น้ำหนักผมก็ขึ้นมาอัตโนมัติ ผมตกใจมาก ผมจึงเริ่มวิ่ง ต่อมาไม่นาน ผมก็ตระหนักได้ว่าผมคงไม่มีพลังอย่างที่ผมต้องการถ้าผมไม่วิ่ง ในฐานะนักเขียน คุณสามารถเขียนได้นานเท่าไหร่ก็ได้ ขณะที่ความเยาว์ของคุณยังคงอยู่ ไปจนถึงอายุได้สักประมาณสี่สิบ แต่หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะหมดแรง และพูดง่ายๆ คือการเขียนจะทรมานตามไปด้วย การนั่งอยู่ที่โต๊ะทั้งวันและการสร้างประโยคต้องอาศัยพลังงานสูงมาก คุณอาจจะไม่สามารถทำให้ตัวเองมีพรสวรรค์มากขึ้นได้ แต่คุณทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรงได้

Q10. มีการแข่งขันอะไรที่คุณอยากไปวิ่งอีกสักครั้งไหม

ผมไม่ได้แข่งไตรกีฬามานานแล้ว แต่ผมก็อยากจะลองดูอีกสักครั้ง ผมว่าคงจะสนุกดีถ้าผมได้ทำแบบนั้นตอนอายุเจ็ดสิบปี แต่การซ้อมที่ต้องขี่จักรยานเป็นอะไรที่ค่อนข้างหนักมาก ถ้าคุณต้องทำคนเดียว

Q11. อะไรคือสิ่งที่แย่ต่อสุขภาพที่สุดที่คุณเคยทำในชีวิต

การเล่นไพ่นกกระจอกจนถึงเช้า สมัยที่เรียนอยู่ ผมทำแบบนั้นตลอดเวลา ผมชอบเล่นไพ่นกกระจอกข้ามคืนประจำและกินดงบุริเวลารู้สึกหิว มันเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพเอามากๆ สมัยก่อนผมสูบบุหรี่ด้วย ไพ่นกกระจกต้องอาศัยผู้เล่นสี่คน และมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีสักคนหนึ่งในนั้นที่เด่นน้อยกว่าเพื่อน ซึ่งนั่นอาจทำให้เกมเครียดได้ แต่จะว่าไปแล้ว ผมก็อยากจะเล่นไพ่นกกระจอกทั้งคืนอย่างน้อยอีกสักครั้งก่อนตายนะ

Q12. มีเมนูอาหารอะไรที่คุณทำได้อร่อยเป็นพิเศษไหม

ผัดคอนเนียกุ ผมหัดทำตอนที่ผมย้ายไปโตเกียวและอยู่คนเดียว ปรุงรสด้วยปลาโอแห้ง ซอสถั่วเหลือง และสาเก แต่ก็มีกรรมวิธีทำที่ละเอียดกว่านั้นอีก เป็นสูตรลับ ช่วงหลังๆ มานี้ผมทำแพนเค้กหรือไข่เป็นอาหารเช้า

Q13. การขอลายเซ็นที่แปลกประหลาดที่สุดที่คุณเคยเจอคืออะไร

นานมาแล้วที่สนามกีฬา Meiji Jingu ในเมืองโตเกียว ในขณะที่ผมกำลังสั่ง Jingu Highball เด็กคนหนึ่งเดินเข้ามายื่นปากกาให้ผมแล้วพูดว่า “คุณ Murakami ครับ ช่วยเซ็นลูกบอลให้ผมหน่อยครับ” ในขณะที่ผมกำลังสับสนว่าทำไมเขาถึงขอให้ผมเซ็นลูกบอล ผมมองไปเห็นพ่อของเด็กที่กำลังโบกมือให้ผมอยู่ เขาใส่หมวก Yokohama ของทีมเยือน เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าผมเป็นแฟนทีม Yakult ทีมเหย้าและบอกให้ลูกเดินมาหาผม ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะเซ็นลายเซ็นให้กับแฟนทีม Yokohama นะ แต่สำหรับแฟนทีม Tokyo Giants นะเหรอ นั่นมันคนละเรื่องเลย...

Q14. ภาพหน้าปกฉบับนี้เป็นผลงานการวาดภาพของ Mizumaru Anzai ผู้เสียชีวิตในปี 2014 ผมเข้าใจว่าคุณกับ Anzai เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เขาเป็นคนอย่างไร

เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใครจริงๆ มีครั้งหนึ่ง หลายปีมาแล้ว เขาพาผมไปคลับในย่านอาโอยาม่า พวกผู้หญิงที่ทำงานที่นั่นคนหนึ่งชวนผมไปเต้นรำ แต่ผมไม่สนใจ พอผมปฏิเสธ Anzai ก็โกรธผมอย่างแรงและบอกผมว่า “เฮ้ย Murakami การปฏิเสธผู้หญิงที่ขอคุณเต้นรำมันไม่ดีนะ” ผมจึงยอมและเต้นรำกับเธอ วันรุ่งขึ้น เขาไปบอกคนอื่นๆ ในวงสังคมของเราว่า “Murakami เต้นรำกับผู้หญิง” นายนั่นมันร้ายกาจ! เพื่อเป็นการแก้แค้น ผมเลยปล่อยให้แมวออกมาเดินตอนที่เขามาหา นายนั่นกลัวทั้งหมาทั้งแมวอย่างกับอะไรดี แต่แมวผมฉลาด มันรู้วิธีรังควานคนกลัวแมวเป็นอย่างดี ผมมีเรื่องเล่าแบบนี้เยอะแยะเลย บางเรื่อง ผมไม่มีวันบอกใครหรอก

Q15. อะไรทำให้คุณเลี่ยงที่จะเล่นโซเชียลมีเดียล่ะ

โดยมากแล้ว เป็นเพราะงานเขียนไม่มีคุณภาพเท่าไหร่ การอ่านงานเขียนและฟังดนตรีที่ดีเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตเรา พูดง่ายๆ คือ ทางที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับดนตรีและงานเขียนแย่ๆ คือไม่ต้องสนใจมันให้สิ้นเรื่อง

Q16. คุณเปิดตัวเป็นนักเขียนเมื่ออายุสามสิบปี อะไรที่ทำให้คุณผ่านมาได้ตลอดหลายปีมานี้

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเริ่มโปรเจคใหม่ ผมมักจะมีสิ่งที่ผมอยากเขียนอยู่แล้ว ตามหลักการแล้ว ผมไม่เคยเขียนอะไรตามคำสั่ง วิธีที่ได้ผลสำหรับผมคือผมจะเริ่มเขียนเมื่ออยากเขียน และส่งงานไปให้บรรณาธิการเมื่อเขียนเสร็จ แต่ถ้าผมไม่อยากเขียนต่อ ผมจะหยุดเขียนเลย กว่ายี่สิบปีมาแล้ว ผมคิดไว้แล้วว่า ถ้าผมเขียนไม่ได้แล้ว ผมจะไปเปิดคลับเพลงแจ๊สในย่านอาโอยาม่า ผมคิดชื่อ เมนูอาหาร และทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่เนื่องจากผมมีไอเดียใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ผมว่าคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้หรอก แต่คงจะเยี่ยมมากถ้าผมมีนักเปียโนประจำคลับ แล้วผมนั่งจิบวิสกี้ที่เคาน์เตอร์ แล้วพูดจาทำนองว่า “บอกแล้วว่าไม่ให้เล่นเพลงนั้นไง!”

Q17. คุณเคยฝันที่จะมีอาชีพอื่นบ้างไหม

การเปิดร้านแผ่นเสียงเก่าดูเหมือนเป็นงานที่น่าสนุกนะ มีครั้งหนึ่ง ผมเจอร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่งในปารีสที่เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น แต่พอผมเดินเข้าไปข้างใน เขากลับพูดกับผมว่า “คุณเป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกันใช่ไหม โทษทีนะ เพราะคุณจะไม่เจออะไรที่พิเศษในร้านนี้เท่าไหร่ แผ่นเสียงพวกนี้มาจากญี่ปุ่นทั้งหมด” ผมว่าผู้คนในฝรั่งเศสหิวโหยผลงานเพลงออกใหม่ของ Blue Note ที่จำหน่ายโดย King Records และอัลบั้มเพลงแจ๊สญี่ปุ่น ที่นี่อัดแน่นไปด้วยของพวกนั้น ผมประทับใจมาก ผมเลยเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้นและนั่งคุยพร้อมจิบชากับเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เขาจะเปิดร้านนี้ เขาท่องเที่ยวรอบโลกในฐานะผู้ซื้อแผ่นเสียงเพลงแจ๊สเก่า คุณคงพอจะนึกออกใช่ไหมว่าอาชีพอย่างหมอและทนายชาวญี่ปุ่นที่ชอบเพลงแจ๊สพวกนี้มีเงินเหลือใช้ พวกเขาอยากจะสะสมแผ่นเสียงเก่า แต่พวกเขาไม่มีเวลาออกไปซื้อ คนพวกนี้มักจะโทรหาเขาและบอกเขาว่าพวกเขาต้องการแผ่นเสียงอะไร ถ้าเขาบังเอิญเจอแผ่นเสียงพวกนั้นระหว่างที่เขาท่องเที่ยวรอบโลกอยู่ เขาจะโทรกลับไปบอกคนเหล่านั้นและพูดว่า “ผมเจอแผ่นเสียงที่คุณอยากได้แล้ว ราคาเท่านี้ อยากได้ไหม” ถ้าเขาตอบว่าอยากได้ เขาจะขายแผ่นเสียงให้กับคนเหล่านั้นโดยเพิ่มค่าคอมมิชชั่นเข้าไป ฟังดูเป็นงานที่สนุกเหมือนกันนะ

Murakami หลงใหลในเสน่ห์ของแผ่นเสียงมือสองอายุกว่าครึ่งศตวรรษ โดยเขาเปิดเผยว่า "มันน่าหลงใหลเกินกว่าคำว่างานอดิเรก จนถึงตอนนี้ผมก็ถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว แผ่นเสียงแรกที่ผมซื้อตอนอายุสิบสี่คือ The Many Sides of Gene Pitney ตอนที่ผมได้ยินเพลงนี้ทางวิทยุ ผมอยากได้และผมต้องซื้อมันให้ได้ ผมต่อรองราคาได้ประมาณ 1,000 เยน แต่ถึงอย่างนั้น เงิน 1,000 เยนก็มีมูลค่ามหาศาลในสมัยนั้น เมื่อเกือบ 60 ปีมาแล้ว”

Q18. คุณได้ไอเดียมาเขียนนิยายของคุณจากไหน

ไม่ได้อยู่ๆ จะโผล่ขึ้นมาเฉยๆ นะ เหมือนกับว่ามีอะไรอยู่ในท้อง แล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นมา กว่าจะขึ้นมาถึงหน้าอก ผมก็มีไอเดียที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าผมอยากเขียนอะไร ระหว่างที่ผมรอให้ไอเดียไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ผมจะยุ่งอยู่กับงานอื่นๆ เหมือนกับที่ชาวนาหันมาทำงานหัตถกรรมจากฟางในช่วงนอกฤดู ผมอาจจะทำงานแปลหรือเขียนบทความ ในการเป็นนักเขียนนิยายนั้น คุณต้องรอเยอะมาก

Q19. คุณบอกว่าคุณแทบจะไม่เข้าไปอ่านงานเก่าๆ ของตัวเองเลย ทำไมล่ะ

พอหนังสือตีพิมพ์ออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว ผมก็หมดความสนใจในเรื่องราวนั้น แต่ตอนที่ผมเขียนหนังสือ ผมทุ่มเทให้กับมันด้วยทุกอย่างที่ผมมีและอ่านมันนับครั้งไม่ถ้วน นี่อาจจะเป็นการเปรียบเทียบที่ฟังดูแปลกนะ แต่ก็เหมือนกับกางเกงในนั่นแหละ คุณรู้สึกสบายเวลาสวมใส่ แต่พอคุณถอดออก คุณก็ไม่อยากกลับไปอยู่ใกล้มันอีก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมสามารถอ่านนิยายของผมได้เมื่อมันถูกแปลแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณสองปีกว่าฉบับแปลจะตีพิมพ์ออกมา และบางครั้งก็นานพอที่ผมจะลืมเรื่องราวนั้นไปแล้ว การได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเป็นเรื่องสนุกนะ! มีครั้งหนึ่ง ผมกำลังขับรถและฟังเพลงอยู่ในวิทยุ ผมได้ฟังคนอ่านงานเขียนอันหนึ่งที่น่าสนใจมาก ผมจึงฟังอย่างตั้งใจ พยายามคิดว่าใครเป็นคนเขียน และผมนี่แหละเป็นคนเขียน! เป็นบทความชิ้นหนึ่งของผมที่ชื่อว่า “Distant Drums”

Q20. คุณยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มแรกของตัวเองที่ชื่อ Hear the Wind Sing เลยใช่ไหม

ไม่เคยเลยสักครั้ง ผมอายเกินกว่าที่จะอ่านในสิ่งที่ผมเขียน! บางครั้ง คนมาถามผมว่า “เกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนั้นของนิยาย” แต่ผมจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนกับว่าผมไม่ได้เขียนเอง ตัวอย่างเช่นเรื่อง 1Q84 ที่ตีพิมพ์ออกไปสามเล่ม ผู้อ่านขอให้ผมเขียนเล่มที่สี่ และผมเกือบจะลงมือทำแล้ว แต่ผมดันจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสามเล่มที่แล้วบ้าง! ผมพอจะนึกออกว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนเริ่มเรื่องและหลังจบเรื่อง แต่ลืมสิ่งที่อยู่ระหว่างทางไปหมดเลย ผมจึงเขียนเล่มต่อไปไม่ได้

Q21. คุณจะให้คำจำกัดความของพรสวรรค์ว่าอย่างไร

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าคุณยึดติดกับพรสวรรค์ คุณจะไม่ไปไหนเลย ผลลัพธ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด คนที่มีพรสวรรค์หลายๆ คนหยุดพัฒนาตัวเอง และพวกเขาก็ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม ผมสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

Q22. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแปลได้ดีคืออะไร

หู หากคุณไม่ไวต่อเสียง คุณก็ไม่สามารถแปลให้ดีได้ การแปลงภาษาที่มีคำเรียงกันเป็นแถวอย่างภาษาอังกฤษให้มาเรียงตัวแบบภาษาญี่ปุ่นเป็นอะไรที่บ้ามาก ถ้าคุณอยากทำให้สินค้าบ้าๆ นี่อ่านได้ง่าย คุณก็ต้องใช้หูในการฟัง ไม่เช่นนั้นมันก็ใช้ไม่ได้ หรือถ้าคุณต้องการ คุณสามารถอ่านด้วยตาและฟังด้วยหู แทนการอ่านออกเสียง แต่คุณต้องมีความสามารถในการฟังด้วย ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่การเลือกใช้คำไปจนถึงเครื่องหมายวรรคตอน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับประสาทในการรับเสียงของแต่ละคน

Q23. การฟังเพลงมามากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาช่วยทำให้การฟังของคุณดีขึ้นไหม

ผมมีความเชื่อว่า ถ้าคุณฟังดนตรีที่ดี การเขียนของคุณก็จะพัฒนาไปด้วย

Q24. คุณไม่ได้เขียนหนังสือแนวสารคดีมาตั้งแต่เรื่อง Underground ที่คุณสัมภาษณ์เหยื่อจากเหตุการณ์โจมตีด้วยแก๊สพิษซารินในรถไฟใต้ดินที่โตเกียว ทำไมล่ะ

การเขียนสารคดีเป็นงานที่หนักและใช้เวลาเยอะมาก เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่มีหัวข้อที่ต้องเขียนจริงๆ ก็ยากที่จะทำ ผมสนใจหลายหัวข้อ แต่ก็ยากที่จะทำให้เกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ ผมตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Abandoning a Cat ที่ผมเขียนเกี่ยวกับพ่อของผม แต่การค้นคว้าเป็นงานที่ยุ่งยากมาก คงจะง่ายกว่านี้ถ้าผมสามารถถามเขาได้ด้วยตัวเอง แต่เรามีเรื่องบาดหมางกัน แต่ผมรู้อยู่ตลอดว่าสักวันหนึ่ง ผมต้องเขียนเกี่ยวกับเขา กว่าผมจะมุ่งมั่นและลงมือทำได้ ใช้เวลานานมาก แต่เนื่องจากญาติของผมส่วนมากเสียชีวิตไปแล้ว ผมจึงคิดว่าน่าจะปลอดภัยที่จะเขียนเสียที

Q25. มหาวิทยาลัย Waseda มีแผนที่จะเปิดห้องสมุด Haruki Murakami[1] ในปี 2021 อะไรเป็นตัวกระตุ้นการสร้างห้องสมุดนี้

ผมต้องการสร้างที่เก็บรักษางานเขียน นวนิยาย และงานแปลของผม รวมถึงบันทึกทั้งหมดที่ผมรวบรวมไว้ เพื่อมอบให้กับคนรุ่นหลัง เพราะผมไม่มีลูก หนึ่งในนั้นคือต้นฉบับของ Norwegian Wood ที่ผมเขียนด้วยปากกาลูกลื่น ตอนที่ผมอยู่ยุโรป ผมเขียนลงในสมุดโน้ต หรือกระดาษแอร์เมล์ที่ซื้อจากอิตาลี นั่นทำให้เอกสารนี้น่าสนใจทีเดียว แต่ตอนนี้ ขอบเขตของการสร้างห้องสมุดกว้างขึ้นเล็กน้อย โดยมีแนวคิดในการสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อแลกเปลี่ยนกันทางวรรณกรรมและวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ผมอยากเห็นที่นี่เป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนในความหมายกว้างๆ ที่ผู้คนจากทั่วโลกที่ศึกษาวรรณคดีญี่ปุ่นมารวมตัวกัน

*ชื่อเล่นของ The Waseda International House of Literature ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 Murakami ได้มอบหมายให้ Waseda ดูแล จัดเก็บ และนำเสนอต้นฉบับงานเขียนของเขาที่เขียนด้วยลายมือ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง และผลงานแปลของเขาในภาษาอื่นๆ พร้อมด้วยคอลเลคชันแผ่นเสียงนับหมื่นแผ่น ห้องสมุดนี้ตั้งอยู่ถัดจากพิพิธภัณฑ์ Tsubouchi Memorial Theatre ในเขตมหาวิทยาลัย Waseda ในอาคารที่ได้รับการชุบชีวิตใหม่จากสถาปนิก Kengo Kuma.

Q26. คุณมักจะพูดถึงตัวเองว่าเป็น “คนชอบเก็บตัว” ความต้องการที่จะสร้างศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้แปลว่าคุณเปลี่ยนใจหรือเปล่า

อย่างหนึ่งเลยคือตำแหน่งหน้าที่ของผมค่อยๆ เปลี่ยนไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเคยพอใจที่จะทำอะไรคนเดียว แต่เมื่อผมอายุมากขึ้นและเริ่มมีสถานะทางสังคมในระดับหนึ่ง ผมเริ่มรู้สึกว่าผมต้องทำตามความรับผิดชอบของตัวเอง หลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศมาหลายปี ผมอาจเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่เก็บตัว และพูดว่าผมอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่บางอย่างในตัวผมทำให้ผมอยากสร้างตัวตนในฐานะนักเขียนชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกถึงความจำเป็น และความต้องการที่จะสร้างรากฐานในตำแหน่งนี้ เป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งในการสร้างห้องสมุดอย่างหนึ่ง

Haruki Murakami
Novelist

เกิดเมื่อปี 1949 ในจังหวัดเกียวโต และเปิดตัวในปี 1979 ด้วยนิยายเรื่อง Hear the Wind Sing ผลงานชิ้นสำคัญของเขารวมถึง Norwegian Wood, Kafka on the Shore และ 1Q84 ผลงานของเขาได้รับการแปลไปหลายภาษาทั่วโลกและได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัล Franz Kafka นอกจากนี้ เขาได้แปลหนังสือหลายเล่มที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุด เช่น The Great Gatsby และ Catcher in the Rye เขาดูหนังเรื่อง Harper Harper มากกว่าเรื่องอื่นๆ และชื่นชอบนวนิยายที่นำมาสร้างเป็นหนังเรื่องนี้อีกด้วย คลื่น Murakami Radio ออกอากาศทาง TOKYO FM และอีกสามสิบเจ็ดสถานีของเครือข่าย JFN

Share This Page